ลุงฟาง ทำนาโดยไม่ต้องทำนา

newsในอัลบั้ม “หากหัวใจยังรักควาย” ของวงคาราบาว เพลงชุดท้ายในแผ่นที่ 2 มีชื่อว่า “ลุงฟาง”
เพลงนี้เกิดมาจากการเรียบเรียงเรื่องราวของชายชาวญี่ปุ่นที่ชื่อมาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ชายผู้ที่กลับคืนสู่วิธีธรรมชาติด้วยการทำนาโดยไม่ต้องทำนา เก็บเวลาไว้คุยกับตะวัน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเพลงนี้ทำให้หลายคนรู้จักมาซาโนบุ ฟูกูโอกะไม่ต่างจากหนังสือ “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” (ในชื่อภาษาไทย) ที่เขาเขียน
แต่ปัจจุบันศาสตร์ที่ว่าด้วยการ “ทำนา โดยไม่ต้องทำนา” นี้ ดูจะกลายเป็นวิถีที่ล้าหลังและโบราณไม่ต่างจากอายุของลุงฟาง
ในวันที่เทคโนโลยียกระดับขีดความสามารถไปข้างหน้าเพื่อสนองต่อความต้องการบริโภคจำนวนมากของคนบางกลุ่ม หลักปฏิบัติ 4 ข้อ ใจความสำคัญอันว่าด้วย (1) ไม่ไถพรวนดิน (2) ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือทำปุ๋ยหมัก (3) ไม่จำกัดวัชพืช ไม่ว่าด้วยการถากถางหรือใช้ยากำจัดวัชพืช (4) ไม่ใช้สารเคมี ดูจะเป็นสิ่งไม่ทันกาล
เพราะถึงจะมีข้อดี (1. สมดุลทางธรรมชาติไม่ถูกทำลาย 2.) ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อคนและสัตว์ 3.) สามารถปรับปรุงการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมให้ดีขึ้น 4.) ได้ผลิตผลที่มีคุณภาพปราศจากสารพิษ 5.) ลดต้นทุนการผลิต และใช้แรงงานน้อย) แต่ก็มีสิ่งที่เป็นจุดอ่อนหรือข้อเสียเช่นกัน
1.) ต้องใช้เวลาในการศึกษาและทำความเข้าใจสภาพแวดล้อมและธรรมชาติ 2.) เห็นผลช้า ไม่รวดเร็วทันใจ 3.) เกษตรกรต้องมีความพยายามและมีความอดทน 4.) ผลิตผลไม่สวยงามเมื่อเทียบกับการเกษตรสมัยใหม่ 5.) ไม่สามารถผลิตเป็นการค้าได้ทีละมากๆ
ซึ่งข้อเสียที่ว่า ส่งผลบรรษัทให้ข้ามชาติ และในชาติหลายรายผลิตสารเคมี ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงต่างๆ ออกมาเพื่อกระตุ้นการเติบโตของพืชผลให้แก่เกษตรกรออกขายสู่ตลอดอย่างทันท่วงที

news

ไม่ใช่ว่าจะเห็นนวัตกรรมนี้ว่าดีกว่า แต่สิ่งที่ว่าดีก็มีข้อเสียเหมือนกับที่การทำนาโดยไม่ต้องทำนามีข้อเสียเช่นกัน
กลางเดือนมกราคม ไทยตกเป็นข่าวใหญ่ในเวทีโลก เมื่อทางกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (อียู) ได้ทำการระงับส่งออกสินค้าพืชผัก 16 ชนิด อาทิ กะเพรา โหระพา พริกขี้หนู ฯลฯ จากประเทศไทยเป็นการชั่วคราว เนื่องจากการตรวจพบว่าพืชผักที่ว่านั้นมีสารเคมีตกค้างจากการผลิต
หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น ผู้ใหญ่ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องก็ออกมาประกาศกร้าวว่าต่อไปนี้จะตรวจสอบผู้ ส่งออกสินค้าทางการเกษตรอย่างจริงจัง ใครที่ส่งของผิดหลักคุณภาพมาจะถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด
ถึงกระนั้นในเวลาเดียวเมื่อลองตรวจสอบลงในรายละเอียดก็พบเรื่องชวนตกใจ
ประเทศไทยใช้สารเคมีเพื่อการเกษตรสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เรานำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชปีละเกือบ 140 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่านำเข้าประมาณ 17,000 ล้านบาท ในขณะที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมากที่สุด ในโลกถึง 25,000 ชื่อ ส่วนมาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนพันกว่าชื่อเท่านั้น
สารเคมีที่ใช้กันมากใน ไทยอย่างคาร์โบฟูแรน (ยาฆ่าแมลง) ทางประเทศผู้ผลิตคือสหรัฐอเมริกาได้สั่งเลิกใช้แล้ว และทางกลุ่มประเทศอียูก็ได้ห้ามใช้และนำเข้าอย่างเด็ดขาด
จึงไม่แปลกที่ไทยจะต้องถูกแบนสินค้าส่งออกทางการเกษตร
ลองกลับมาดูใจความสำคัญของการทำนาโดยไม่ต้องทำนาใหม่อีกหน
1) ไม่ไถพรวนดิน 2) ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือทำปุ๋ยหมัก 3) ไม่จำกัดวัชพืช ไม่ว่าด้วยการถากถางหรือใช้ยากำจัดวัชพืช 4) ไม่ใช้สารเคมี แท้จริงแล้วก็คือ “การแทรกแซงธรรมชาติของมนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุด”
หรือจะเรียกว่าเป็นการทำเกษตรแบบดั้งเดิมก็ว่าได้
ลองดูเพิ่มเติมในข้อที่บอกว่าไม่ใช้สารเคมี มีคำอธิบายว่า
“เมื่อพืชอ่อนแอลงเพราะผลจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ได้แก่การไถพลิกดิน การใช้ปุ๋ย เป็นต้นทำให้เกิดความไร้สมดุลของโรคพืช และแมลงก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ในการเกษตร”
“ธรรมชาตินั้นหากปล่อยไว้ตามลำพังก็จะอยู่ในสภาพสมดุล แมลงที่เป็นอันตรายและโรคพืชมักมีอยู่เสมอแต่ในธรรมชาตินั้นมันจะไม่เกิดขึ้นจนถึงระดับที่ต้องใช้สารที่มีพิษเหล่านั้นเลย”
“วิธีการควบคุมโรคและแมลงที่เหมาะสมคือการปลูกพืชที่แข็งแรง ในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์”

นั้นเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า หลักการดังกล่าวไม่เพียงแต่จะฟื้นฟูดินและระบบนิเวศน์ในไร่นาให้กลับมีชิวิตชีวาพร้อมพรั่งดังเดิม หากยังเสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พรรณไม้และพืชผล ทั้งในทางปริมาณและคุณภาพเหนือกว่าเกษตรกรรมแผนใหม่ซึ่งเน้นวิทยาการขั้นสูง
แล้ววันนี้เราจะยังจะกลับไปพึ่งพิงสารเคมีที่ผลต่อการทำลายธรรมชาติอีกทำไม

news

ทำนา แบบไม่ไถ่ ไม่ดำ ไม่ใช้เงิน..!

คำถามชวนหัว.. เมื่อแรกพบกับคุณลุงผมเทา ที่กำลังเล่าเรื่องการทำนาให้ชาวนาฟัง อยู่หน้าบูธแสดงผลงานในนิทรรศการพลังงานฯ ณ งานคุ้มโฮมฯ ตำบลนาบอน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์
ผมจึงยิงคำถามตามในทันใด ทั้งที่รู้สึกแปลกทั้งในเรื่องประเด็นและคนเล่าว่า ลุงเป็นใครกันหนอพูดเสียงดังฟังชัดเหลือเกิน..!

เป้าหมายของผมคือ ไม่ไถ ไม่ดำ ให้ข้าวขึ้นเองตามธรรมชาติ คนส่วนใหญ่ไถนาเพราะกลัวหญ้าการปราบหญ้าอันดับแรก มีอะไรทำอย่างนั้น มีน้ำก็ใช้น้ำ มีต้นไม้ก็ใช้ต้นไม้ มีแรงก็ใช้แรงได้ออกกำลังแปลงออกกำลังกายของผม 16 ไร่ ใช้เครื่องตัดหญ้าแล้วก็แช่ ถ้าไม่มีน้ำก็ตัดไปเรื่อยๆ อย่าให้มันออกดอกและห้ามไถนาเพราะจะทำให้เมล็ดหญ้าที่อยู่ใต้ดินเติบโตขึ้นมาอีก หลังจากนั้น เมื่อแน่ใจว่าไม่มีหญ้าขึ้นแล้วก็ทำการหว่าน
“ผมหว่านข้าวโดยไม่แช่ข้าวเปลือก ไร่ละ 1-2 กิโลกรัม ถ้าจะให้ประหยัดก็ใช้แกลบของตนเองที่ได้จากการเกี่ยวด้วยมือ ผมจะไม่ใช้แกลบของคนอื่นเพราะแกลบจากโรงสีคนอื่นจะได้ทั้งเมล็ดหญ้าและข้าวสารพัดพันธุ์ ทั้งนี้ เศษเหลือจากการสีไม่ได้มีแต่แกลบ แต่มีเมล็ดข้าวด้วย เป็นเมล็ดข้าวที่ยังมีจมูกข้าว และไม่ต้องใช้มาก ตารางเมตรหนึ่งแค่ 3 กอ ถ้าได้ 5 กอก็ถือว่าสุดยอดแล้ว พอได้เวลาเกี่ยวก็ไปบอกคนที่ต้องการซื้อข้าวมาเกี่ยวข้าวแบ่งกันได้ผลผลิต ต่อไร่ประมาณ 7-8 ร้อยกิโลกรัม แม้จะได้ผลผลิตน้อยกว่าการดำนา แต่การทำนาแบบผสมไม่มีต้นทุน
             “ประเด็นสำคัญคือ ต้องใช้ความรู้มากกว่าความเชื่อ เปลี่ยนความคิดให้อยากจะพึ่งตนเองก่อน และใช้สิ่งที่เรามีมากกว่าสิ่งที่เราไม่มี ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่จะใช้ความเชื่อที่ทำกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายแล้ว
              “อย่างการทำป่าล้อมนา คือการนำของเก่ากลับคืนมา ชาวบ้านเขาจะตัดต้นไม้ออกหมด เราก็ทำสวนทางความคิดชาวบ้าน เพราะเขากลัวต้นไม้จะหงำหมายถึงกลัวต้นไม้จะแข่งกับต้นข้าว ซึ่งการแข่งขันนั้นมีสองส่วนคือ แข่งขันที่รากและแข่งขันที่ยอด
“ราก เราใช้ร่องน้ำกัน ส่วนยอดเราตัดก็จบที่เหลือก็มีแต่ข้อดี ใบไม้ร่วงมากลายเป็นปุ๋ยตลอดทำบนพื้นที่นาประมาณ 4-5 ไร่กำลังสวย ต้นไม้จะเป็นพี่เลี้ยง ให้ทั้งอินทรียวัตถุ ป้องกันลม วงจรชีวิตของสัตว์ต่างๆ ระบบนิเวศ พึ่งพาอาศัยกัน ไม่ต้องใช้สารเคมี เพราะธรรมชาติดูแลตัวเอง ป่าคือทรัพยากรพื้นฐานที่เป็นตัวกลางในการนำพาทุกอย่างมาพึ่งพาอาศัยกัน และพยายามปลูกแนวตะวันออกไปตะวันตกอย่าปลูกแนวเหนือไปใต้ เพราะต้นไม้จะบังแสงแดด
“นี่คือหลักการใช้ความรู้และใช้ทรัพยากรที่มีทุกอย่างคลี่คลายหมด เราเลือกข้าวเอง กินเอง ทำแบบคนจน แต่มีความรู้ และจะไม่มีวันจน เพราะไม่มีทุน ทุนคือแรง ยิ่งลงเท่าไหร่ก็ได้กำไรเท่านั้น
              “และข้าวที่ได้มาต้อง กิน-แจก-แลก-ขาย สังคมไทยต้องมี 4 ข้อนี้ ถ้าคุณไม่กิน คุณก็จะทำแบบห่วยๆ ชุ่ยๆ ใส่ปุ๋ยเคมีมากมาย มีข้าวแล้วไม่แจกก็ไม่มีเพื่อน ไม่แลกก็ไม่มีฐานทรัพยากรไว้ใช้ ไม่ขายก็ไม่มีปัจจัยมาสร้างอะไรได้ จึงต้องมี 4 ข้อ และห้ามข้ามขั้นตอน”
หลังจากการพูดคุยอย่างออกรส จนผมต้องมาตามชมต่อที่บ้าน โดยตามเข้าไปในว็บบล็อกและได้พบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อเนื่องจากการทดลอง ปลูกข้าวโดยไม่ต้องไถนี้ โดย นายอนุวัฒน์  เจิมปรุ นักศึกษาคณะเกษตรศาสตร์ ปีที่ 2 ได้ลงพื้นที่ทำการเก็บข้อมูลในแปลงนาของ ลุงแสวง  วัดผลผลิตข้าวได้ 177 รวง/ตารางเมตร ฟางข้าวสด 2.3 กิโลกรัม/ตารางเมตร มีวัชพืชปน 34 ตัน/ตารางเมตร น้ำหนักสด 300 กรัม/ตารางเมตร เมล็ดข้าวต่อรวงเฉลี่ย 150 เมล็ด/รวง มีเมล็ดลีบเพียง 1.5% ได้ผลผลิตประมาณ 600-700 กิโลกรัม/ไร่
ดร.แสวง  รวยสูงเนิน  ลูกชาวนายากจน ข้าวไม่เคยพอกินจึงหนีการทำนาและเลี้ยงวัวควาย ไปอาศัยอยู่วัดจนเรียนจบด้านเกษตรศาสตร์ได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ปัจจุบันสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และทำงานร่วมกับชุมชนจนมีชีวิตครบวงจร นำไปสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง และทุ่มเทชีวิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้หลุดพ้นจากความยากจน โดยสนับสนุนการพัฒนาชุดความรู้ด้านการจัดการดินน้ำ ทรัพยากรเกษตร เกษตรอินทรีย์ ลดการใช้สารพิษในระบบการผลิตอาหารโดยนำความรู้ไปทดสอบในหลายพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงสู่การเปลี่ยนแปลงแผนและนโยบายในระดับชุมชนพื้นที่และระดับประเทศ

เกือบหนึ่งชั่วโมงของการพูดคุยอย่างออกรสจนคำนำหน้านามว่า “ลุง” เปลี่ยนเป็น “อาจารย์” เมื่อได้เห็นป้ายบูธด้านหน้าเขียนว่า ดร.แสวง รวยสูงเนิน ผู้ท้าทายชาวนาให้หัดเรียนรู้ธรรมชาติแบบน้อบน้อมและเข้าใจกันและกัน พร้อมกับคำยืนยันที่ดังก้องอยู่ในหัวผม ชวนท้าทายความเป็นมนุษย์ที่ต้องดิ้นรนหาเช้ากินค่ำอย่างเราว่า
“ผมไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด ทุกอย่างที่เห็นในวันนี้ต้องดิ้นรนมาแทบตายกว่าจะได้มา นี่คือความแตกต่างระหว่างคนจนกับคนรวย ถ้าเราทำแบบคนจนเราจะไม่มีวันจน..”

ทำนาแบบไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใช้สารเคมี มีข้อจำกัดและทางเลือกทำได้อย่างไรบ้าง

ผมมีนาแค่ ๔ ไร่จะทำอย่างไรก็ไม่ยาก แต่ชาวบ้านที่มีนา ๒๐ ไร่จะทำอย่างผมไม่ได้ โดยชาวบ้านไม่คิดว่า การทำนาแบบไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใช้สารเคมีนั้น ใช้ความพยายามไม่ต่างกันเท่าไหร่ในแปลงใหญ่-เล็ก แต่ใช้ความรู้กันคนละชุดแน่นอน

 

ปีที่ผ่านมา ผมได้ขยายที่ทำนาเพื่อลดความไม่เข้าใจจากสมาชิกเกษตรกร ที่ว่าผมมีนาแค่ ๔ ไร่จะทำอย่างไรก็ไม่ยาก แต่ชาวบ้านที่มีนา ๒๐ ไร่จะทำอย่างผมไม่ได้ โดยชาวบ้านไม่คิดว่า การทำนาแบบไม่ไถ ไม่ดำ ไม่หว่าน ไม่ใช้สารเคมีนั้น ใช้ความพยายามไม่ต่างกันเท่าไหร่ในแปลงใหญ่-เล็ก แต่ใช้ความรู้กันคนละชุดแน่นอน

 

ผมจึงได้ลองขยายนาเป็น ๑๗ ไร่ ในปีนี้ และกะว่าจะขยายเป็นอย่างน้อย ๒๕ ไร่ในไม่เกิน ๒ ปีข้างหน้า

 

และผมได้พยายามศึกษาแนวคิดการทำนาคลุมฟางของท่านปราชญ์ญี่ปุ่น มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ แล้วลองมาทบทวนดูจะทำได้อย่างไร ด้วยข้อจำกัดที่ว่า

 

 

  • จะป้องกันไฟลามทุ่งหรือคนแอบมาเผาฟางเล่นได้อย่างไร
  • จะลดการแทะเล็มของสัตว์ หรือจะให้สัตว์ไปกินหญ้าที่ไหน
  • ฟางหนาแค่ไหนจึงจะพอ และไม่หนาเกินไปจนข้าวงอกไม่ได้
  • ถ้าหญ้างอกมาแข่งกับข้าว จะทำอย่างไร

 

ปีที่ผ่านมาผมก็ได้ลองหลายรูปแบบ และปรากฏผลดังนี้

 

  • ทำร่องรอบนา เลี้ยงปลา กันไฟลามทุ่งได้ดี
  • ปลูกพืชคลุมดินบนคันนากันไฟ คนเกรงใจไม่กล้าจุดไฟใกล้ๆนาของผม
  • ทำรั้วกันวัวควาย ปลูกหญ้าให้วัวควายกินต่างหาก วัวควายไม่แสดงอาการโกรธให้เห็น
  • ลองคลุมฟางหนาต่างๆกัน(ไม่เกิน ๓ นิ้ว) ข้าวงอกได้ดี แต่หญ้าจะไม่ค่อยงอก แม้แต่แสงรำไร ที่ผิวดิน
  • บริเวณที่หญ้างอกมากหน่อย ใช้เครื่องตัดหญ้าสะพายหลังตัดทั้งหมดตอนหญ้าเริ่มออกดอก
  • ผมได้ลองตัดหญ้าหลายความสูง แต่ที่ ๓-๔ นิ้วจากดินดีที่สุด หญ้าจะแตกยอดใหม่ไม่ทันข้าว ถ้าสูงกว่านี้ หญ้าจะแตกตาใหม่อีก
  • ถ้าตัดต่ำกว่านี้ ข้าวจะแตกช้าหน่อย แต่เหมาะกับที่ไม่มีน้ำขัง
  • ถ้ามีน้ำเข้านาหลังตัด จะยิ่งทำให้หญ้าเน่า แต่ข้าวโตไวพ้นน้ำได้เร็ว แต่น้ำไม้ควรเกิน ๘ นิ้ว เพื่อให้ต้นข้าวแตกใหม่แข็งแรง แตกกอดี

วันนี้ผมได้ทางเลือกในการลดการแข่งขันของหญ้าดังนี้

  1. อย่าใช้รถเกี่ยวข้าว เพราะจะเหยียบฟาง ทำให้หญ้างอกมาก
  2. ฟางที่ตั้งอยู่ในนาจะกันหญ้างอกได้บางส่วน แต่ข้าวจะงอกได้
  3. ถ้ามีฟางเพิ่มหรือใบไม้ขนาดเล็ก ใช้คลุมกันหญ้างอก แต่ควรเป็นฟางข้าวพันธุ์เดียวกัน เพื่อลดปัญหาข้าวปนกัน
  4. ถ้ามีน้ำที่ทดเข้านาได้ ให้ทำทันทีหลังข้าวงอกได้ ๒-๓ ใบ
  5. ถ้ามีควายให้ปล่อยควายเข้ากินในนาที่หว่าน ในช่วงไม่มีน้ำขัง ให้กันควายออก เมื่อน้ำขังแช่ หรือเมื่อข้าวเริ่มย่างปล้อง ควาย ๑ ตัวคุมพื้นที่ได้ไม่น้อยกว่า ๒ ไร่
  6. ถ้ามีวัวให้ทำแบบเดียวกับควาย แต่อาจใช้เครื่องตัดหญ้าช่วย ก่อนน้ำขัง หรือทดน้ำเข้านา
  7. ใช้แรงงานคนช่วยถอนในจุดที่หญ้าไม่มากนัก(กรณีแปลงเล็ก)
  8. ถ้ามีคูน้ำรอบนาให้เลี้ยงปลากินหญ้าแช่น้ำ เช่น ปลาเฉาฮื้อ
  9. (กำลังคิดกำลังลองอยู่ครับ)ใช้คราดแบบตอกตะปูครูดหน้าดินให้เป็นแถบ แบบหลักการของ SRI

สำหรับการกำจัดหอยเชอรี่นั้น ต้องมีบ่อหรือคูน้ำรอบนา ให้ปล่อยปลาจาระเม็ดน้ำจืด (ปลาเปคูแดง)โดยไม่ต้องให้อาหาร ปลาจะคอยกินไข่และลูกหอยเชอรี่ที่ไม่เกิน ๑ ซม.แต่ถ้าปลาโตแล้วอาจกินได้โตกว่านั้น สำหรับปูในนา ใช้ตาข่ายดักตามทางน้ำเข้านาก็แทบหมด ตามเก็บอีกสักหน่อยก็เรียบร้อยครับ

กรุณารอผลการทำนา ๒๕ ไร่แบบคนขี้เกียจ (ชาวบ้านพูด) โดยใช้เวลาตี ๕-๗ โมงเช้า ๓-๕ ทุ่มทุกวัน และวันหยุดที่ว่างไม่ติดประชุมเครือข่าย มาทำนา ได้ผลหรือไม่ได้ผลอย่างไร จะแจ้งให้ทราบ(มีรายละเอียดอีกมากครับ)

ถ้าสนใจและสะดวกมาที่นาผมวันหยุด และนัดล่วงหน้า จะชัดเจนครับ

 

ดร. แสวง รวยสูงเนิน

 

การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากพืชสมุนไพร(เหล้าดองยาหมูหลุม)

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้  

1. ขวดโหลทรงสูง
2. พืชสมุนไพร
3. เบียร์หรือเหล้าสาโท
4. น้ำตาลทรายแดง
5. เหล้าขาว 35 หรือ 40 ดีกรี
6. กระดาษบรุ๊ฟ
7. เชือกฟาง
8. ขวดพลาสติกชนิดฝาปิดเป็นเกลียว

อัตราส่วน
พืชสมุนไพร 1 กิโลกรัม
เบียร์หรือเหล้าสาโท 2 ขวด
น้ำตาลทรายแดง 0.5 กิโลกรัม
เหล้าขาว 2 ขวด
pig26

ขั้นตอนและวิธีการทำ  pig25
1. ล้างสมุนไพรให้สะอาด โดยเฉพาะสมุนไพรที่ขุดมาจากดินและผึ่งลมให้แห้ง
2. หั่นสมุนไพรเป็นชิ้นเล็ก ๆ และบาง ๆ จำนวน 1 กิโลกรัม
3. นำสมุนไพรที่หั่นเรียบร้อยแล้วใส่ในขวดโหล
4. ใส่เบียร์หรือเหล้าสาโท จำนวน 2 ขวดลงไปในขวดโหลให้ท่วมพืชสมุนไพร
5. ปิดฝาขวดโหลด้วยกระดาษบรุ๊ฟและมัดด้วยเชือกฟาง หมักทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง
6. หลังจากหมักครบ 12 ชั่วโมงแล้ว เปิดฝาขวดโหลออกและเติมน้ำตาลทรายแดงจำนวน 0.5 กิโลกรัม ลงไปโดยโรยให้ทั่ว
7. เติมเหล้าขาว 35 หรือ 40 ดีกรีลงไปจำนวน 2 ขวด
8. ปิดฝาขวดโหลด้วยกระดาษบรุ๊ฟ และมัดด้วยเชือกฟางหมักทิ้งไว้ 8-10 วัน
9. เมื่อครบกำหนดให้รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใส่ขวดพลาสติกให้ได้ปริมาณ 2 ใน 3 ของขวดแล้วปิดฝาขวดให้สนิทเก็บไว้ในที่ร่มและนำไปใช้

อัตราการใช้ น้ำหมักจากพืชสมุนไพร 1 ช้อนต่อน้ำ 10 ลิตร
ข้อบ่งใช้
1. ผสมน้ำดื่มสัตว์ เพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตและลดความเครียด
2. พ่นตัวสัตว์ เพื่อช่วยทำลาย เห็บ เหา ขี้เรื้อน และผื่นคัน
3. ใช้หมัก ดองกับไม้เนื้ออ่อนทำเป็นหมากฝรั่งให้หมูแทะหรือเคี้ยวเล่น เพื่อคลายความเครียด
4. ผสมจุลินทรีย์ตัวอื่น ๆ รดพื้นคอกและผสมน้ำดื่มสัตว์

หมากฝรั่งหมูหลุม

หมากฝรั่งหมูหลุม  จะช่วยทำให้สุกรไม่เครียดและช่วยการกินอาหารและเจริญอาหารดีขึ้น โดยสุกรจะขบเคี้ยวหรือแทะเล่น เป็นการช่วยทำให้ฟันและกรามสุกรแข็งแรงได้อีกด้วย

วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้

1. ไม้เนื้ออ่อน เช่นต้นกระถิน ต้นมันสำปะหลัง ต้นมะละกอ ฯลฯ

2. ถังน้ำ

3. น้ำสะอาด

4. เหล้าดองยาหมูหลุมหรือน้ำหมักจากพืชสมุนไพร

5. กระดาษบรุ๊ฟ

6. เชือกฟาง

ขั้นตอนและวิธีการทำ

1. ตัดไม้เนื้ออ่อนเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณ 3-5 นิ้ว

2. ใส่น้ำสะอาดลงในถังที่บรรจุน้ำได้ประมาณ 10-15 ลิตร

3. นำไม้เนื้ออ่อนที่เตรียมไว้ลงแช่ในถังน้ำ

4. ใส่เหล้าดองยาหมูหลุม 500 ซีซีและน้ำตาลทรายแดง 300 กรัม

5. ปิดฝาถังด้วยกระดาษบรุ๊ฟ ดองทิ้งไว้ 15 วัน แล้วนำไปใช้

ข้อบ่งใช้ โดยการนำไม้เนื้ออ่อนที่ดองเรียบร้อยแล้วโยนลงในคอกสุกรเพื่อให้สุกรขบเคี้ยวและแทะเล่น เพื่อลดคลายความเครียดและช่วยในการเจริญอาหารได้อีกด้วย

การเตรียมพื้นคอกหมูหลุม

การเตรียมพื้นคอกหมูหลุม

วัสดุต่าง ๆ ที่ใช้ควรเป็นวัสดุที่สามารถหาได้ง่าย ราคาถูก มีอยู่ตามธรรมชาติทั่วไปแม้กระทั่งเศษวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ ก็สามาราถนำกลับมาใช้ได้อีก ทำให้ประหยัดต้นทุนได้ค่อนข้างมาก วัสดุที่ใช้มีดังนี้คือ
1. แกลบ ขี้เลื่อย หรือวัสดุทางการเกษตร ใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ฟางข้าวสับ เศษที่เหลือจากการเพาะเห็ด หรือขยะแห้งที่ย่อยสลายได้
2. ดินแดงหรือดินที่ขุดออกจากหลุม
3. ถ่านไม้
4. เกลือเม็ด
5. เชื้อราขาวที่ได้จากธรรมชาติที่อยู่ตามใต้ต้นไผ่ต่าง ๆ
6. น้ำหมักจุลินทรีย์จากธรรมชาติ 7 ชนิด
pig06ขั้นตอนและวิธีการทำ 
1. เตรียมหลุมให้ได้ตามขนาดและจำนวนสุกรที่จะเลี้ยง โดยให้มีความลึก 70-90 เซนติเมตร
2. ชั้นที่ 1 ใส่แกลบ ขี้เลื่อย หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ย่อยสลายได้ ให้สูงประมาณ 35 เซนติเมตร ถ้าขนาดหลุม 3×3 เมตร จะใส่แกลบหรือขี้เลื่อยประมาณ 600 กิโลกรัม
3. ชั้นที่ 2 ใส่ดินแดง หรือดินที่ขุดออกจากหลุม โดยใช้ 10 % ของชั้นที่ 1 ใส่ให้ทั่ว
4. ชั้นที่ 3 ใส่ถ่านไม้โดยใช้ 10 % ของชั้นที่ 1 ถ่านไม้ควรทุบให้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะทำไห้ใส่ให้ทั่วทั้งหลุม
5. ชั้นที่ 4 ใส่เกลือเม็ดโดยใช้ 1 %  ของชั้นที่ 1 โรยให้ทั่ว
6. ชั้นที่ 5 ใส่มูลสัตว์แห้ง (มูลอะไรก็ได้) โดยใช้ 10 % ของชั้นที่ 1 ใส่ให้ทั่วทั้งหลุม
7. ชั้นที่ 6 ใส่แกลบหรือขี้เลื่อยลงไปให้เต็มทั้งหลุมอย่าให้มองเห็นขอบหลุม
8. เมื่อใส่วัสดุทุกชนิดครบทุกชั้นแล้ว ให้รดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์จากธรรมชาติทั้ง 7 ชนิด และเชื้อราขาว ในอัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร ผสมในบัวเดียวกัน รดให้ชุ่มและโชก
9. เมื่อปฏิบัติทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้วนำสุกรลงเลี้ยงได้เลย
10. เมื่อนำสุกรลงเลี้ยงแล้วให้ใช้น้ำหมักเชื้อจุลินทรีย์ตามข้อ 8  รดตัวสุกรเพื่อล้างสิ่งต่าง ๆ ที่ติดมากับสุกร
11. ผสมน้ำหมักจุลินทรีย์ในน้ำดื่มเพื่อให้สุกรดื่มกิน อัตราส่วนตามที่ระบุในแต่ละชนิด
12. จัดสภาพแวดล้อมและโรงเรือนให้โปร่งและระบายอากาศได้ดี

การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากผลไม้สุก

การทำน้ำหมักจุลินทรีย์จากผลไม้สุก

ผลไม้ทุกชนิดสามารถนำมาใช้ได้แต่ต้องเป็นผลไม้สุก ไม่เน่า สามารถใช้ร่วมกันหลาย ๆ ชนิดก็ได้แต่ที่ดีที่สุด ได้แก่ กล้วยน้ำหว้า มะละกอ ฟักทอง ที่สำคัญห้ามนำผลไม้ล้างน้ำเด็ดขาด
วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้
1. ผลไม้สุก
2. น้ำตาลทรายแดง
3. โอ่งหรือโหลปากกว้าง
4. กระดาษบรุ๊ฟ
5. เชือกฟาง
6. ขวดพลาสติกชนิดฝาปิดเป็นเกลียว
อัตราส่วน ผลไม้สุก 1 กิโลกรัมต่อน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม (แบ่งเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน) ในกรณีที่ผลไม้มีความหวานมากให้ใช้ผลไม้สุก 2-3 กิโลกรัมต่อน้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัม

pig10ขั้นตอนและวิธีการทำ
1. หั่นผลไม้สุกให้มีขนาดประมาณ 2- 4 เซนติเมตร
2. นำผลไม้ที่หั่นแล้วไปกองรวมกันและทำให้เป็นกองแบน ๆ แล้วโรยด้วยน้ำตาลทรายแดง ส่วนที่ 1 ลงไปให้ทั่วทั้งกอง
3. ใช้มือคลุกเคล้าผลไม้ให้เข้ากับน้ำตาลทรายแดงเบา ๆ ทำสลับกองไปมาประมาณ 3 ครั้ง จนน้ำตาลสัมผัสกับผลไม้ให้ทั่วทั้งหมด
4. หลังจากคลุกเคล้าผลไม้กับน้ำตาลเรียบร้อยแล้ว นำไปบรรจุในโหลปากกว้างและกดให้เรียบ
5. นำน้ำตาลทรายแดงส่วนที่ 2 ที่แบ่งไว้โรยทับหน้าให้ทั่วอีกครั้ง(อาจใช้ของหนักทับอีกครั้งได้)
6. ปิดฝาโหลด้วยกระดาษบรุ๊ฟ และมัดด้วยเชือกฟาง นำไปหมักทิ้งไว้ 8-10 วัน
7. หลังครบกำหนดรินใส่ขวดพลาสติกให้ได้ 2 ใน 3 ของขวด ปิดฝาเก็บไว้ในที่ร่มและนำไปใช้

อัตราการใช้ น้ำหมักจากผลไม้สุก 2  ช้อนต่อน้ำ 10 ลิตร เก็บไว้ใช้ได้นาน 3 เดือน ใช้ภายใน 45 วันดีที่สุด 
ข้อบ่งใช้
1. ผสมน้ำให้สัตว์ดื่มช่วยลดกลิ่นเหม็นของมูลและปัสสาวะ
2. ผสมอาหารสัตว์ เพิ่มรดชาติของอาหารและการย่อยได้
3. ราดโคลนต้นพืช ช่วยเร่งการเจริญเติบโต
4. รดกองปุ๋ยหมัก ช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นและการย่อยสลายของวัสดุดีขึ้น
5. ผสมกับจุลินทรีย์ตัวอื่น ๆ รดหรือพ่นคอกสัตว์